กว่าจะเป็นลายมือสวยๆในแฟ้มเนื้อเพลง
นี่คือ ภาพถ่ายเนื้อเพลง "สายสัมพันธ์" ของสุเวศน์ ภู่ระหงษ์ เพลงหนึ่งในแฟ้มเนื้อเพลง ที่เขาบรรจงเขียนด้วยลายมือตัวเอง รวบรวมไว้ในแฟ้ม ซึ่งจะมีเพลงที่มักจะนำไปขับร้องบ่อยๆบนเวที เขียนตัวโตๆ เพื่อให้มองเห็นง่าย ชัดเจนที่สุด
เมื่อดูลายมือ จะเห็นว่า มีความตั้งใจในการเขียน เป็นการคัดลายมืออย่างพิถีพิถัน ซึ่งแตกต่างกับลายมือของคนไทยในยุคปัจจุบัน ซึ่งลายมืออ่านยากมากๆ หลายคน แทบจะไม่เขียนหนังสือยาวๆมากนัก นอกจากลายเซ็นต์ หรือ ถ้าต้องเขียนจริงๆ ก็มักจะเขียนหวัดๆ เขียนเร็วๆ จดกันลืมเท่านั้น
จากภาพที่เห็น กว่าจะได้ลายมือแบบนี้ สุเวศน์ ภู่ระหงษ์ใช้เวลาในการคัด และมีสมาธิอย่างดีทีเดียว ซึ่งกว่าจะได้อย่างที่เห็น สุเวศน์ ภู่ระหงษ์ บอกว่า จะเขียนด้วยดินสอก่อน แล้วจึงลงปากกาลากทับ จึงดูสวยงาม
ถึงแม้ว่า สุเวศน์ ภู่ระหงษ์ จะเรียนจบชั้น ป.4 ต้องออกมาต่อสู้ขวนขวายเรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่ลายมือกลับอ่านง่ายกว่าคนที่เรียนสูงหลายคน
จากภาพที่เห็น ถ้าดูอย่างละเอียด จะพบว่า มีบางคำที่เขียนผิด ก็เนื่องจากว่า เรียนมาน้อย ไม่คุ้นกัับคำศัพท์มากมาย ทำให้บางคำ เขียนผิด แต่เวลาที่อ่าน หรือร้องเพลง จะสื่อความหมายได้อย่างถูกต้อง เขียนบทกวี เขียนบทเพลง เขาจะออกเสียงชัดทุกคำ สัมผัสคำชัดเจน ทุกอย่าง เขาต้องขวนขวายเรียนรู้ด้วยตัวเองแทบทั้งสิ้น ....และนี่คือ ความเพียรพยายามที่พบจากแฟ้มเนื้อเพลง ที่มีลายมือที่สวยงามอ่านง่ายๆ...
3 Video ความรู้สึกจากใจของลุงสุัเ้วศน์ และ Kat Dinrakfha กับ 10 ภาพประทับใจของในหลวง


เมื่อพี่ Kat Dinrakfha - Kathreeya Atthakor เลือก 10 ภาพในหลวง เพื่อนำมาถ่ายทอดเรื่องราวในประเด็นที่อยากจะบอกให้คนไทยได้รับรู้ นายบอนได้นำทั้ง 10 ภาพมามอบให้ลุงสุเวศน์ ภู่ระหงษ์ เมื่อ 26 เม.ย.2554 ท่านนั่งดูทีละภาพ แล้วพูดถึงความรู้สึกที่ได้เห็นภาพของในหลวงแต่ละภาพออกมาทันที

เป็นการพูดความรู้สึกออกมาจากใจ ในแบบของชาวบ้าน ซึ่งหลายภาพพึ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก ไม่เคยรู้รายละเอียดเกี่ยวกับภาพเหล่านี้มาก่อน จึงได้ตั้งกล้องบันทึกเป็นวิดีโอเอาไว้ กับการพูดความรู้สึกจากใจแบบสดๆ ในขณะที่ดู 10 ภาพสำคัญนั้น ในมุมมองของชาวบ้านธรรมดาๆคนหนึ่ง
ภาพที่ 1 "ดูจริงจัง จริงใจ สื่อถึงความมั่นคง ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ตั้งใจ... ถ้าประเทศไทยไม่มีพระองค์ ไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุขนาดไหน"
ภาพที่ 2 " คิดถึงที่สุด ดีใจที่สุด เป็นยังไงมั่งลูก เหนื่อยมั้ย"
ภาพที่ 3 " ทุกคำพูดที่คนไทยพูดถึงพระองค์ ไม่ใช่พูดเพื่อสรรเสริญเยินยอโดยไร้เหตุผล มีภาพ มียืนยันว่า พระองค์ทรงงานหนักจริงๆ " เทียบกับบทกวีัที่ลุงสุเวศน์ เคยเขียนไว้ ซึ่งตรงกับสิ่งที่เห็นในภาพนี้ ทั้งๆที่ไม่เคยเห็นภาพที่ 3 นี้มาก่อนเลย....
นี่คือ บางส่วนของความรู้สึกที่สุเวศน์ ภู่ระหงษ์ พูดออกมาจากใจ ฟังมุมมอง ความละเอียด ความลึกซึ้งจากหัวใจจากของคนไทยอายุ 68 ปี และพูดถึงความตั้งใจในการเลือกภาพที่สื่อความหมายของพี่แคท-ดินรักษ์ฟ้าจาก วิดีโอนี้
เมื่อคนไทยได้เห็นภาพของในหลวง และีมีโอกาสได้พูดถึงความรู้สึกแบบนี้ แทบทุกคนต่างมีความประทับใจ ความจงรักภักดี เคารพเทิดทูนพระองค์ท่านอย่างยิ่ง และพร้อมที่จะแสดงออกต่อความจงรักภักดีทุกรูปแบบที่สามารถทำได้
ภาพทั้ง 10 ภาพที่ถูกคัดเลือกมานี้ โดย คุณแคทรีย อัตถากร และนี่คือ วิดีโอที่เธอพูดถึงภาพของในหลวงทั้ง 10 ภาพ เมื่อ 25 เม.ย.2554 ซึ่งได้คัดเลือกภาพ เตรียมข้อมูล แล้วพูดถึงรายละเอียดที่สำคัญๆ และสิ่งที่ต้องการเน้น และหลายคำพูดที่ประทับใจ ฟังได้จากวิดีโอต่อไปนี้
หากได้ชมวิดีโอ ซึ่งทั้ง 2 คน 2 รุ่น ต่างพูดถึงภาพของในหลวง ทั้ง 10 ภาพ จะสัมผัสได้ถึงความลึกซึ้ง ความพิถีพิถัน และความตั้งใจ จากสิ่งที่พูดออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ที่รักในหลวง หลายประเด็นที่พูดออกมานั้น ความรู้สึกตรงกันอย่างคาดไม่ถึง ซึ่งหลายคำพูดที่งดงาม ประทับใจ ได้ถูกถ่ายทอดออกมาในวิดีโอที่นำมาให้ชมนี้แล้ว
เพลงดีกันเถิดพี่น้องคนไทย ....สามัคคีกันได้ ถ้าตั้งใจที่จะทำให้เกิดขึ้นจริง
สุเวศน์ ภู่ระหงษ์ เขียนบทเพลงนี้ออกมา เพราะอยากให้คนไทยในยุคนี้ มีความสมัครสมานสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างชาติบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
" ดีกันเถิดพี่น้องคนไทย หยุดใส่ร้าย หยุดป้ายสีกัน
หลอมดวงใจให้มันสร้างสรรค์ สร้างคืนวันให้มันสดใสกลมเกลียว
มามาเถิิดพี่น้องผองไทย หลอมดวงใจให้เป็นหนึ่งเดียว
ฟ้าสีทองคงจะเรืองรองแน่นเหนียว กลับมาเกี่ยวก้อยกันร่วมฟันฝ่า"
เนื้อเพลงดีกันเถิดพี่น้องคนไทย ที่สุเวศน์ ภู่ระหงา์เขียนออกมา ในมุมมองแง่บวก อยากให้คนไทยกลับมารักและสามัคคีกันจริงๆ หลังจากที่เห็นคนไทยแตกแยกความสามัคคีกันมากขึ้น ซึ่งในมุมมองของผู้ที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาแล้วกว่า 68 ปี เห็นสภาพที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่สบายใจอย่างยิ่ง ซึ่งในสมัยหลายสิบปีที่ผ่านมา คนไทยทุกคนไม่ว่า จะอยู่ภาคไหน มีความแตกต่างทางความคิด ความรู้ หรือฐานะทางสังคม ต่างจับมือร่วมแรงร่วมใจสร้างชาติบ้านเมืองกันมาแล้ว
แล้วคนไทยในยุคนี้ จะจับมือกัน สามัคคีกันไม่ได้เชียวหรือ
ในชุมชนท้องถิ่นที่ สุเวศน์ ภู่ระหงษ์อาศัย และทำงานในพื้นที่ ได้พบปะพูดคุยและร่วมงานกับคนที่มีความคิดทางการเมืองแตกต่างกัน ต่างสี ต่างขั้วกันมาแล้ว แต่ก็สามารถประสานงาน ร่วมมือร่วมใจกันทำงานเพื่อชุมชนได้ ดังนั้น คนไทยน่าจะสามัคคีกันได้ ถ้าตั้งใจที่จะทำให้เกิดขึ้นจริง ถ้างั้น "ดีกันเถิดพี่น้องคนไทย"...
เบื้องหลังการทำงานสำคัญของดินรักษ์ฟ้า บทเสภา ภาพพระคู่ฟ้าคู่แผ่นดินเมื่อ 27 เม.ย.2554
ผลงานทุกชิ้น เกิดจากการศึกษาเรียนรู้และประสบกาารณ์ที่ผ่านมา ที่สร้างสรรค์ให้เกิดงานชิ้นนั้นขึ้น แม้จะมีข้อจำกัดหลายอย่างก็ตาม เช่นเดียวกับเบื้องหลังการทำงาน การเขียนบทกวี ชื่อ "พระคู่ฟ้าคู่แผ่นดิน" ถ่ายทอดจากภาพของในหลวง ซึ่งพี่ kat Dinrakfha "แคทรียา อัตถากร" ได้ถ่ายทอดสิ่งที่อยากบอกเล่า กับเรื่องราวของในหลวง ในแง่มุมที่อยากให้คนไทยได้รับรู้
คุณแคทรียา เป็นคนไทยคนหนึ่งที่ติดตามพระราชกรณียกิจ และเรื่องราวของในหลวงมาอย่างต่อเนื่อง และเพียรพยายามถ่ายทอดเรื่องราวของพระองค์ท่าน โดยการนำภาพพระบรมฉายาลักษณ์ ภาพถ่ายในโอกาสต่างๆ นำมาเผยแพร่ในช่องทาง facebook ในระบบอินเตอร์เนต มีคำบรรยายประกอบบ้าง โดยพยายามนำเสนอในรูปแบบนี้ มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน เพื่อให้คนไทยได้ร่วมชื่นชม ร่วมเทิดทูน และร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิึุคุณของพระองค์ท่าน ซึ่งมีรายละเอียดอีกหลายอย่างที่คุณแคทรียาอยากจะถ่ายทอดออกมา แต่มีข้อจำกัดหลายอย่าง ทำให้คุณแคทรียา สามารถถ่ายทอดในสิ่งที่อยากนำเสนอได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
เมื่อได้มีโอกาสสัมผัสการทำงาน มองเห็นความตั้งใจ ความเพียรพยายามตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา มีหลายคนร่วมให้กำลังใจ และพร้อมที่จะช่วยเหลือ เท่าที่จะสามารถทำได้ ส่วนหนึ่งที่อยากให้ความตั้งใจของกลุ่มดินรักษ์ฟ้า เป็นจริงเพิ่มขึ้น นายบอนจึงเชื่อม ประสานให้ความตั้งใจอีกหลายอย่าง เริ่มเป็นรูปร่างมากขึ้น หยิบสิ่งที่คุณแคทรียา พยายามนำเสนอผ่านทาง facebook ให้มีคุณค่ามากขึ้น โดยเธอได้เลือก 10 ภาพของในหลวงแล้ว print ออกมาใส่กระดาษแข็งอย่างดี แ้ละได้พูดถึงสิ่งที่อยากให้ถ่ายทอดเกี่ยวกับภาพที่เลือกมา
คุณแคทรียา ได้พูด และทำการบันทึกวิดีโอไว้ เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 25 เม.ย.2554 และนำวิดีโอมาเปิดให้้ "สุเวศน์ ภู่ระหงษ์" ได้ฟัง ในวันที่ 26 เม.ย.2554 ได้เห็นหน้าตา ความตั้งใจ โดย "สุเวศน์ ภู่ระหงษ์" ได้นั่งฟัง และจดประเด็นสำคัญ จากทั้ง 10 ภาพไว้
การบันทึกวิดีโอไว้ ทำให้มองเห็นสีหน้า แววตา น้ำเสียงที่พูดออกมา สัมผัสได้ถึงความตั้งใจจริง จากข้อมูลที่มีมากมาย เมื่อต้องพูดออกมา จึงเน้นประเด็นที่สำคัญจริงๆเกี่ยวกับภาพนั้นๆ แทนการหยิบยกข้อความยาวๆ ซึ่งอาจทำให้ ผู้ฟัง ผู้อ่าน จับประเด็นที่สำคัญ ไม่ตรงกับสิ่งที่คุณแคทรียา ต้องการให้เน้นได้ การได้ฟังจากเสียงพูดผ่านวิดีโอ จะได้ยินกับหูว่า จุดไหน ที่สำคัญ เน้นตรงไหน หัวใจสำคัญอยู่ตรงไหน จากน้ำเสียงที่พูดออกมานั่นเอง (ทำให้เนื้อหาส่งจากต้นทาง สู่ปลายทาง ผ่านประสาทการรับรู้ที่จะทำให้จดจำประเด็นได้มากขึ้น ทั้งพูด คิด เขียน ได้ถึง 3 ช่องทางการรับรู้ ไม่ใช่ แค่ การอ่าน เพียงช่องทางเดียว
หลังจากที่ฟังวิดีโอ และจดประเด็นเสร็จ ก็ถึงเวลาของการตัีดสินใจว่า ภาพไหนที่จะถูกเลือกมาเขียนบทกวีเป็นภาพแรกของงานนี้ ปรากฏว่า เป็นภาพ "พระคู่ฟ้าคู่แผ่นดิน" ซึ่งคุณแคทรียา อัตถากร ได้อธิบายภาพนี้ว่า นึกถึง วันราชาภิเษกสมรส 28 เมษายน พ.ศ.2493 ทำให้ "สุเวศน์ ภู่ระหงษ์" ตัดสินใจ เลือกภาพนี้มาเขียนบทกวี เพราะต้องการเขียนเพื่อให้ทันวันที่ 28 เม.ย.2554
หลังจากบอกว่า จะเขียนบทกวีเรื่องนี้ สุเวศน์ ภู่ระหงษ์เข้านอนช่วง 5 ทุ่ม ตื่นเช้าวันที่ 27 เม.ย.2554 ท่านบอกว่า เมื่อคืนตอนเข้านอน ก็ชักไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ที่รับปากไ้ว้นั้นจะเขียนบทกวีได้หรือไม่ แต่หลังจากทำภารกิจส่วนตัวในช่วงเ้ช้าแล้ว สุเวศน์ ภู่ระหงษ์ ก็มานั่งเขียนบทแรก ขึ้นวรรคแรกทันที และขอถามความเห็น ว่าจะเขียนประเด็นแบบนี้ดีไหม
เมื่อต้องเขียนบทกวีเกี่ยวกับในหลวง "สุเวศน์ ภู่ระหงษ์" จะพิถีพิถันมากเป็นพิเศษ มีสิ่งหนึ่งที่ลังเล คือ การใช้คำราชาศัพท์ ควรจะใช้คำไหนจึงจะถูกต้อง ต้องหาที่ปรึกษา หาคนสอบถาม เพราะไ่ม่อยากให้ผิดเช่นกัน แต่ในช่วงนั้น มีเวลาจำกัด เพราะนายบอนจะกลับในเวลา 8.00 น. อีกไม่ถึงชั่วโมง "สุเวศน์ ภู่ระหงษ์" รีบสรุปประเด็น แ้ล้วเขียนบทกวีทันที จนเสร็จสมกับที่ตั้งใจไว้

จากบทกวีที่เขียนในสมุด มีบางคำที่เขียนไม่ถูก แต่ออกเสียงถูก
"แบบนี้คงต้องหาพจนานุกรม คำราชาศัพท์ มาให้คุณลุงแล้วล่ะ จะได้เปิดดูว่า คำที่ถูกต้อง เขียนยังไง"
"ดีมากเลย จะได้เขียนให้ถูก"
หลังจากเขียนบทกวีัเสร็จ จึงตัดสินใจถ่ายเป็นวิดีโอ ให้คุณลุงขับเสภา เพื่อเอาไปลงเผยแพร่ในอินเตอร์เนตทันที คุณลุงรีบไปเปลี่ยนเสื้อ งานนี้ถ่ายเพียงครึ่งตัว เมื่อพร้อม 7.30 น. ก็เริ่มข้บเสภากันสดๆ
รอบแรก เมื่อขับเสภาจนจบ คุณลุงบอกว่า ออกเสียงผิด คำว่า "สดุดี" ต้องออกเสียงว่า สะ-ดุ-ดี แต่คุณลุงออกเสียง สะ-ดุด-ดี เลยขอถ่ายวิดีโอรอบที่สอง ซึ่งรอบที่สอง ออกเสียงท่อนกลางผิดอีก จึงต้องถ่ายรอบที่สาม ซึ่งรอบสุดท้ายออกเสียงถูกต้องทุกคำ ผ่าน..เสร็จแล้ว เปิดเสียงให้คุณลุงนั่งตรวจสอบอีกรอบ
คุณลุงสุเวศน์ บอกว่า อยากจะไปห้องบันทึกเสียงสิงหา บันทึกเสียงขับเสภา ใส่ดนตรีให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่ใกล้จะ 8.00 น.แล้ว วันนี้ทำได้เท่านี้ ในเวลาทีั่้จำกัด ก็ถือว่าดีที่สุดแล้วกับบทกวีชิ้นแรก สำหรับงานชิ้นพิเศษกับสิ่งที่ต้องการถ่ายทอดเรื่องราวของในหลวง จากใจกลุ่มดินษ์รักฟ้า
เอาไว้มีเวลาและโอกาสอำนวย หรือได้พบกับหัวหน้ากลุ่มดินรักษ์ฟ้า และคนทำดนตรีของกลุ่มนี้ จะไปบันทึกเสียงแบบไหน ก็ปรึกษาหารือ+ร่วมกันทำผลงานดังใจกันได้เลย

สำหรับบทกวีที่เขียนนี้ สำหรับเผยแพร่เมื่อ 28 เม.ย.2554 ซึ่งบทกวีฉบับสมบูรณ์นั้น สามารถที่จะแก้ไขปรับปรุง เพิ่มเติมเพื่อให้เนื้อหาสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นได้อีก
คลิืปวิดีโอนี้ นำไปเผยแพร่ทางอินเตอร์เนต เผยแพร่ทาง facebook ให้หลายคนได้คลิกเข้ามาฟังด้วย
เบื้องหลังการทำงาน ทั้งฝ่ายคุณแคทรียา และสุเวศน์ ภู่ระหงษ์ ต่างเข้าใจ และถ่ายทอดประเด็นได้ ผ่านการรับรู้ ในลักษณะ สุ จิ ปุ ลิ ทั้งสองฝ่าย ส่วนภาพที่เหลือนั้น สุเวศน์ ภู่ระหงษ์บอกว่า จะนำภาพมาวางเรียงกัน แล้วทำความเข้าใจประ้เด็น และถ่ายทอดออกมา ประมวลความคิด เป็นบทกวี ซึ่งหลักการทำงานนั้น 1-30 ภาพแรก ถือว่า เป็นการวางแนวทางการถ่ายทอดเนื้อหา และจากภาพที่ 31เป็นต้นไป เมื่อแนวทางชัดเจนแล้ว ก็สามารถถ่ายทอดเป็นบทร้อยกรองได้อย่างต่อเนื่องในเวลาที่รวดเร็วขึ้น
งานทุกอย่าง คือ การเรียนรู้ เป็นการสร้างผลงานฝากไว้ในแผ่นดิน ฝากไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเีรียนรู้กันต่อไป...
ที่มา และแนวคิดของการเขียนเพลงพระปกเกล้า
สุเวศน์ ภู่ระหงษ์ ได้กล่าวถึงการเขียนเพลงพระปกเกล้า ซึ่งมีผู้ฟังเพลงนี้แล้วชื่นชอบ และตั้งข้อสังเกตว่า หยิบมุมมองในการเขียนบทเพลงเกี่ยวกับรัชกาลที่ 7 ต่างจากการรับรู้ของคนทั่วไป ซึ่งสุเวศน์ ภู่ระหงษ์ ได้ทำการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด จนเขียนเป็นเพลงนี้ออกมา
ส่วนสำคัญ คือ การเน้นข้อความ "อำนาจ ให้ประชาชน ไม่ใช่ของชนหมู่ใด" ซึ่งเป็นสิ่งที่สะ้ท้อนสภาพการเมืองการปกครองของไทยในปัจจุบันว่า เป็นดั่งที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าได้ตรัสไว้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่หยิบยกมาพูดในวิดีโอนี้ ที่ว่า คนส่วนน้อยได้ประโยชน์จากทรัพยากรของประเทศมากกว่าคนส่วนใหญ่ ดังนั้น การศึกษาเรียนรู้จึงสำคัญอย่างยิ่ง ดังพระดำรัสของรัชกาลที่ 7 ที่ทรงตรัสไว้
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญในเนื้อเพลง คือ เนื้อหาที่กล่าวถึง พระนางเจ้ารำไพพรรณี ซึ่งสุเวศน์ ภู่ระหงษ์ได้สัมผัสถึงความรู้สึกของเหล่าเจ้าหน้าที่พยาบาล ที่กราบไหว้ เคารพบูชา พระนางเจ้ารำไพพรรณี และมีการนำไปตั้งเป็นชื่อสถาบันอย่าง มหาวิทยาลับราชภัฏรำไพพรรณี (เลขที่ 41 หมู่ที่ 5 ตำบลท่าช้าง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี. )อีกด้วย จึงได้อธิบายส่วนสำคัญในบทเพลงนี้ ในวิดีโอด้วย
ส่วนสำคัญของเนื้อเพลงที่พยายามย้ำเตือน เกี่ยวกับเรื่องการสอนประชาธิปไตย ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องการสื่อออกมาในบทเพลงนี้
ประวัติบ้านหนองบัว จากคอลัมภ์ พื้นที่กวี ชาวบ้าน สื่อสาร ตำนาน ท้องถิ่น โดย สุเวศน์ ภู่ระหงษ์
บทความจาก นสพ.มหาชน จันทบุรี ที่นำมาฝากกัน
ประวัติบ้านหนองบัว
ในอดีต 200ปี มาแล้ว ที่ตำบลหนองบัวจะมีคนจีนอพยพมา จากเืืมืองจีน มาตั้งรกรากอาศัยอยู่เกือบทั้งหมดของพื้นที่ คือประมาณ 60% ของคนไทยที่อาศัยอยูา เมื่ออยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ก็ได้สร้างศาลเ้จ้าพ่อหนองบัว ซึ่งตั้งอยู่บริเวณ วัดทรายงาม ตรงข้ามกับสถานีอนามัยเก่า บริเวณหลังศาลเจ้าจะมีสระน้ำเป็นบริเวณกว้างใหญ่ ซึ่งในสมัยก่อนยังไม่มีบ้านเท่ากับในสมัยปัจจุบัน และในสระน้ำก็มีดอกบัวบานเต็มสระ ซึ่งอยู่บริเวณเชิงเขาวัดทรายงาม ทำให้คนผ่านไปผ่านมาเรียกหนองน้ำนี้ว่า "หนองบัว" และเป็นจุดเด่นที่ทุกคนรุ็จักเรียกชุมชนนี้ว่า "หนองบัว" จนกลายเ็ป็น "ตำบลหนองบัว" ในที่สุด โดยเฉพาะที่ศาลเจ้าพ่อหนองบัว ได้จัดให้มีงานทิ้งกระจาดทุกปี ถือเป็นงานทิ้งกระจาดที่จัดได้ยิ่งใหญ่อีกแห่งหนึ่งของ จ.จันทบุรี จะมีประชาชนชาวหนองบัวและตำบลใกล้เคียง มาร่วมงานกันมากมาย นอกจากจะสร้างศาลเจ้าพ่อแล้ว ชาวหนองบัวยังได้สร้างโรงเจขึ้นในหมู่บ้าน อายุการสร้างก็อยู่ประมาณ 100 ปี เพื่อเป็นสถานที่สืบทอดประเพณีกินเจ นับเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งของชาวหนองบัว แต่ละปีจะมีคนในพื้นที่และนอกพื้นที่มาถือศีลกินเจกันเป็นจำนวนมาก บางคนมีอาการเจ็บป่วยออดๆแอดๆ รักษาไม่หาบก็ไปบนตัวไว้ว่า ถ้าหายป่วยไข้ ก็จะกินเจเป็นการแก้บน หลายคนที่มีศรัทธาประกาศตัวกินเจตลอดชีวิต พื้นที่บริเวณหนองบัวมีประมาณ 40 ไร่
คนในสมัยนั้น จะใช้้น้ำจากหนองบัว ในการอุปโภคบริโภค และนำสายบัวไปรับประทาน ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกหนองบัว ก็จะนามสกุล มีคำว่า "หนอง" หรือ "บัว" ในนามสกุล อาทิ เช่น บัวตูม บัวบาน บัวสุวรรณ์ บังริมบึง บัวเผื่อน บัววัฒนสินธ์ บัวขาว เขาหนองบัว ประทุมศรีวัฒนา ประทุม หนองบัวล่าง การประกอบอาชีพชาวหนองบัว มีการปลูกผัก ปลูกอ้อยตูดไก่ ทอเสื่อ ทำกะปิ น้ำปลาขาย การขายสินค้าแต่ละครั้ง ก็นำสินค้าใส่หาบนำไปขายยังตลาดจันทบุรี การเดินทางก็เดินทางด้วยเท้า เพราะไม่มีรถเหมือนปัจจุบันนี้ ฉะันั้น ชาวหนองบัวในอดีตจะต้องขยัน อดทน จะต้องออกเดินทางกันตั้งแ่ต่ีตี 3 ตี 4 เพื่อให้ทันตลาดเช้าและแดดก็ไ่ม่ร้อนด้วย
ปัจจุบันวิถีชีวิตก็เปลี่ยนไป การปลูกผัก ปลูกอ้อยตูดไก่ มีน้อยหรือแทบจะไม่มีแล้ว จะมีอาชีพเจียรนัยพลอยเข้ามาแทนที่ คือ จะมารับพลอยจากเถ้าแก่ในตัวเมืองจันท์ แล้วกลับไปตั้งจักรทำพลอยเองที่บ้าน ต่อมาพอมีทุนและได้เรียนรู้เรื่องพลอย พอที่จะทำมาค้าขายพลอยได้ ก็เริ่มซื้อเอง ทำเอง ขายเอง จนมีฐานะร่ำรวยไปก็หลายคน ปัจจุบันอาชีพหลักของชาวหนองบัว ก็คือ ทำพลอย ทอเสื่อ ทำกระเป๋าเสื่อ ทำสวน ค้าขายหลากหลายอาชีพ การทำน้ำปลา กะปิก็ยังพอมีแต่ไม่มากนัก แต่ก็ยังจะหาซื้อน้ำปลาดิบ น้ำ่ปลามาตากแดด ว่ากันว่า น้ำปลาดิบถ้าตากแดดถึง หรือตากแดดได้ตามกำหนดรสชาติอร่อยมาก ประวัติ ต.หนองบัว อ.เมืองจันทบุรีก็จบเพียงแค่ี้
ศูนย์ต่อสู้เอาชนะความยากจนภาคประชาชน จ.จันทบุรี
เมื่อสติกเกอร์ "ดินรักษ์ฟ้า ปวงประชารักในหลวง" ถึงมือสุเวศน์ ภู่ระหงษ์
กลุ่มดินรักษ์ฟ้า ได้จัดทำ สติกเกอร์ "ดินรักษ์ฟ้า ปวงประชารักในหลวง" เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ที่้ต้องการนำไปติดในที่ต่างๆ ซึ่งามารถติดต่อขอรับได้ทาง facebook โดยแจ้งที่อยู่ไว้ ทางกลุ่มดินรักษ์ฟ้าจะได้จัดส่งไปให้ทางไปรษณีย์
สติกเกอร์นี้ เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงออกว่า รักในหลวง หลายคนนำไปติดที่กระจกรถ, ติดกระจกที่บ้าน อาคารสำนักงาน แล้วถ่ายภาพสติกเกอร์ที่ติด นำมาเผยแพร่ทาง facebook เป็นสื่อที่แสดงออกร่วมกัน
ที่จันทบุรี ก็ได้รับ สติกเกอร์ "ดินรักษ์ฟ้า ปวงประชารักในหลวง" เช่นกัน โดย นายบอนรับสติกเกอร์ "ดินรักษ์ฟ้า ปวงประชารักในหลวง" จากมือคุณแคทรียา กลุ่มดินรักษ์ฟ้า แล้วนำมามอบให้คุณลุงสุเวศน์ ภู่ระหงษ์ฃ ซึ่งท่านก็ทำการติดสติกเกอร์นี้ทันที ค่อยๆติดลงไปดังที่เห็นในวิีดีโอ
เป็นการติดสติกเกอร์ที่บริเวณสแตนด์วางแฟ้มเนื้อเพลง เมื่อไปทำการแสดง ร้องเพลง-เล่นดนตรีที่เวทีไหน สแตนด์ที่นำไปด้วย จะทำให้ผู้ชมมองเห็นสติกเำกอร์มาแต่ไกล
ช่วงบ่ายวันที่ 26 เม.ย.2554 ได้แวะไปที่ห้องบันทึกเสียงสิงหา ของลุงสิง และได้ทำสติกเกอร์ไปมอบให้เช่นกัน
ในห้องบันทึกเสียงแห่งนี้ มีภาพของในหลวงหลายมุม ลุงสิง รักในหลวงไม่แพ้ใคร สำหรับสติกเกอร์ คงต้องตามมาดูในโอกาสหน้า ว่าลุงสิงจะติดไว้ตรงจุดใด แต่ช่วงเวลาที่เห็นในวิดีโอ ลุงสิงนั่งทำงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จก่อน จึงจะติดสติกเกอร์ทีหลัง แต่ก็วางไว้ตรงหน้าแล้ว
สติกเกอร์ "ดินรักษ์ฟ้า ปวงประชารักในหลวง" ที่หลายคนไ้ด้รับทางไปรษณีย์ หลายท่านได้ถ่ายภาพส่งกลับมาให้กับผู้ริเริ่มโครงการนี้ ทำให้ผู้ริเริ่ม ชื่นใจ มีกำลังใจ และสมดังเจตนารมย์ที่ตั้งใจไว้ ที่อยากให้คนไทยที่รักในหลวง ได้ติดสติกเกอร์นี้เป็นสัญลักษณ์กัน








